กลิ่นหนูตายกำจัดได้ไม่ยาก ด้วยเครื่องกำจัดหนู

 

bakingsoda

ผมนึกถึงเจ้าของนามปากกานี้อยู่นานทีเดียวกว่าจะนึกได้ ซึ่งก็คือนักเขียนเรื่องสันชั้นดีในยุคนั้น ดูเหมือนนามปากกาที่ใช้จะเป็นซื่อและนามสกุลจริง “เหิน บุนนาค” เป็นเพื่อนสนิทของพี่โชติ นัยว่าพื้นเพมาจากใต้เหมือนกัน (พี่โชติเป็นคนมาจากหสังสวน)การวางตลาดของเดลิเมล์รายปักษ์คือกลางเดือนพฤษภาคม ผมจำได้ถึงความทุลักทุเลในการรอต้นฉบับปฐมฤกษ์ ที่ค่อนข้างจวนแจ เพราะต้องรอต้นฉบับเรื่องสันที่โรงพิมพ์ของครูเจริญนี้เป็นตึกอาคารริมถนนบำรุงเมือง วันนั้นทั้งวันที่ขลุกอยู่กับ “หน้าแท่น” เพี่อตรวจคำผิดเป็นครั้งสุดท้าย แถมยังต้องรอต้นฉบับเรื่องสันจาก “เรียมเอง” ซึ่งกว่าจะมาถึงมือก็ราวหนึ่งหรือสองทุ่ม ส่งให้ช่างเรียงแบ่งกันเรียงเพราะเป็นเรื่องสุดท้ายเราสองคนคือผมกับพี่โชติกินข้าวเย็นแล้วมารอตรวจปรู๊ฟ กว่าจะเส!จปรู๊ฟยาวก็ราวสี่ทุ่ม คราวนี้ถึงตอนเข้าหน้า จะว่าไปไม่มีปัญหาอะไรพี่โชติจัดการและนอนรอตรวจ “หน้าแท่น”ช่วงนอนรอนี่แหละที่เราสองคนเอาเก้าอี้มาวางเรียงริมทางเดินแล้วเอนตัวลงแทนที่จะนั่งแกร่ว ผู้คนที่สัญจรไปมาแทบไม่มีแล้ว ตึกแถวนั้นปิดหมดแล้ว มีแสงสว่างเฉพาะที่โรงพิมพ์นี้กับคนสองคนนอนเหยียดยาวบนเก้าอี้แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย กว่าจะกลับก็หลังเที่ยงคืน เพราะต้องรอขึ้นแท่นแล้ว “เก็บเล่ม” คนที่ทำหน้าที่นี้มานั่งเรียงหน้ารออยู่แล้วเมื่อเก็บเล่มได้ถูกต้อง หน้าครบถ้วนส่งให้เย็บได้ เราก็แยกย้ายถ้นกลับมีท เตอะ เพรส ครั้งแรกของเมืองไทยจะว่าไป งานทั้งสองฉบบคือ “เบื้องหลงข่าว” กับ “เดลิเมล์รายปักษ์” แมกนีเซียม น่าจะเป็นงานที่หนักเอาเรื่องทีเดียว นิตยสารทั้งสองฉบับมีความต้องการที่เหมือนกันมากที่สุดคือ ภาพหน้าปก ซึ่งในเรื่องนี้ได้ประชุม กาญจนวัฒน์มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญแต่อาศัยที่มีเพื่อนตั้งร้านถ่ายรูปอยู่ตรงข้ามกับ “ทาร์ซานบล็อค”ใกล้หัวเลี้ยวจากพลับพลาไชยมาออกถนนบำรุงเมือง  วงจรเครื่องไล่หนู ซื่อร้านอะไรผมจำไม่ได้ ประชุมจึงอาศัยที่ร้านนี้เป็นที่ถ่ายภาพปกทั้งของ “เบื้องหลังข่าว”และ “รายปักษ์”ปกของ

“เดลิเมล์-เบื้องหลังข่าว” ฉบับที่เท่าไหร่จำไม่ได้ แต่จำได้แม่นยำว่า เมื่อสายส่งเก็บหนังสือเหลือจากแผงในกรุงเทพฯ ทั้งหมดแล้วมีเหลือกลับมาเพียงหนึ่งฉบับ เป็นหนึ่งฉบับที่ขาดรุ่งรื่งมาเลย จึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นกันมากและลงความเห็นกันว่าภาพหน้าปกคือสิ่งจูงใจสำคัญนอกเหนือจากเบื้องหลังข่าวในฉบับและเป็นครั้งแรกที่นิตยสารประเภทนี้พิมพ์จำนวนสูงมากในยุคนั้นคือสามหมื่นฉบับ ท่านผู้อ่านอาจจะเดาว่า ภาพหน้าปกคงเป็นภาพหญิงสาวที่ถ่ายวับๆ แวมๆ  โรคฉี่หนู หรือประ๓ทปลุกใจเสือปา เราเคยมีภาพหญิงสาวในชุดทูพีซแต่ยืนหันหลังแล้วเอี้ยวหน้ามาทางซ้าย ด้านหลังที่เป็นแบ็คกราวนด์นั้นทำเป็นภาพใยแมงมุม…มือทั้งสองข้างของสาวเกาะกับ (เชือกกัก) ใยแมงมุมถ้าบอกว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใคร ผู้ที่มารู้จักกับเธอในระยะหลังเมื่อมีละครโทรทัศน์แล้วคงนึกภาพหน้าตาไม่ออกว่าสะสวยและอ้อนแอ้นจนเป็นภาพปกที่ว่านี้ได้ ผมคิดว่าน่าจะเอ่ยชื่อได้ เพราะ

“คุณแน่งน้อย แสงสุวิมล” เป็นคนที่เข้าใจได้ดีและมีความเป็นนักเลงไม่น้อยเลยภาพปกนีก็ไม่ถือว่าฮิตเหมือนฉบับที่เหลือมากะรุ่งกะริ่ง ภาพปกที่ว่านี้เป็นภาพผู้ชายนั่งวางแขนบนโต๊ะในขณะที่ถือปีนพกในมุมที่พองามผมบนศีรษะหวียุ่งนิดหน่อย แต่มีปอยผมลงมาเหนือคิ้วข้างหนึ่ง  สารหนู ดวงตาจ้องเขม็งภาพด้านหลังเป็นภาพอาชญากรรมหลายลักษณะซึ่งเอามาตัดต่อวางไว้ด้านหลังภาพบุรุษหน้าตาหล่อเหลาผู้ซึ่งถูกทาบทามให้ไปแสดงภาพยนตร์เป็น “ตใหญ่” และเป็นข่าวที่ผู้คนสนใจมากความหล่อเหลาของเขาผู้นี้ก็คือ คุณเดชา ปราการะนันทน์ นักข่าวหนุ่มจากโคราชประจำ “เดลิเมล์รายวัน”  ดับกลิ่นหนู นั่นเองผมบรรยายเรื่องภาพปกมายืดยาวนิดหน่อย เพราะถือเป็นกรณีพิเศษ ความหล่อของคุณเดชายุคนั้นถ้าจะเปรียบยุคนี้ เทียบได้ไม่แพ้ คุณฉัตรชัย เปล่งพานิซ ผู้เป็น “ตีใหญ่” ในละครโทรทัศน์ โด่งดังจนไม่รู้จะบอกว่าเป็นยังไงแต่ภาพยนตร์ที่คุณเดชาแสดงนัยว่า ไม่ทำเงิน ความโด่งดังจึงไม่ต่อเนื่อง ในขณะที่เราคิดกันว่าน่าจะเป็นภาพยนตร์ทำเงินเสียซํ้าไปส่วนภาพปกของ “เดลิเมล์รายปักษ์” นั้น ใช้ภาพของสุภาพสตรีในแวดวงลังคมเป็นสำคัญ

 

วิธีไล่หนู

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s